[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] ปี2550 เป็นต้นไปถึงจุดเปลี่ยนที่อุตสาหกรรมไอซีทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ต้องปรับตัวขนานใหญ่ เมื่อเผชิญกับ 10 เทรนด์ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น แม้บางอย่างได้เกิดขึ้นแล้วในอเมริกา ประเทศไทยที่หวังความเป็นเลิศทางด้านไอซีทีจึงต้องยกเครื่องวางยุทธศาสตร์เพื่อหาที่ยืนในสนามแข่งขัน เพราะคู่แข่งที่กำลังมาแรงอย่างอินเดีย และเวียดนามต่างเร่งเครื่องขนานใหญ่ โดยเฉพาะรายหลังปี2560 จะมีเงินลงทุนด้านไอทีจากต่างประเทศมากกว่าไทย มาเลเซีย อินโดฯ 3 ประเทศรวมกัน!!!

เมื่อปี 2547 ดร.คริสเตียน เอช เอ็ม เคเทลส์(Dr.Christian H.M. Ketels)จากสถาบันด้านกลยุทธ์และการแข่งขัน ฮาร์วาดบิสิเนส สคูล สหรัฐอเมริกา ได้วิเคราะห์ศักยภาพของประเทศไทยว่า มีสินค้า บริการ และอุตสาหกรรมใดบ้าง ที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ซึ่งก็มีอยู่ 5 ประเภท ประกอบด้วย 1. รถยนต์ ที่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางในเอเชียได้(Detroit of Asia) 2. แฟชั่น ประเทศไทยก็มีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางแฟชันได้(Asia Tropical Fashion) 3. อาหาร และเครื่องดื่ม ที่สามารถเป็นครัวของโลกได้ (Kitchen of the World) 4. ท่องเที่ยว ที่สามารถเป็นเมืองหลวงด้านการท่องเที่ยวของเอเชีย(Asia Tourism Capital)
เรื่องสุดท้ายคือ 5. ซอฟต์แวร์ ไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นศูนย์กลางด้านการออกแบบของโลกได้ ( World Graphic Design Center) ทั้ง 5 เรื่องล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้เข้าสู่ประเทศไทยในอันดับต้นๆทั้งสิ้น
เป็นการวิเคราะห์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก จากมุมมองของดร.เคนอิจิ โอมาเอะ นักพัฒนากลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการคนสำคัญชาวญี่ปุ่น ที่มีชื่อติด 1 ใน 5 กูรูของโลกทางด้านนี้ จนได้รับฉายาว่า Mr. Strategy เคยเดินทางมาบรรยายที่ประเทศไทย ในหัวข้อเรื่อง Thailand@the Next Global Stage ....” มิติไร้พรมแดนประเทศ ไทยบนเวทีโลก”
ถามว่าแล้วประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่อย่างไร???
ซอฟท์แวร์แสนล้านต่อปี
ตัวเลขที่สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือซิป้าสำรวจตลาดซอฟต์แวร์ของประเทศไทยประจำปี 2549 เป็นส่วหนึ่งของการสำรวจตลาดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารพบว่า มีมูลค่าสูงกว่า 131,480 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ 65,947 ล้านบาท ตลาดซอฟต์แวร์และตลาดบริการด้านคอมพิวเตอร์ รวมกันสูงกว่า 65,533 ล้านบาท
ต้องบอกว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าไม่น้อยเลย หากส่งเสริมให้มีมูลค่าสูงขึ้นจะยิ่งก่อประโยชน์แก่ประเทศไทยมหาศาล อย่างไรก็ตาม ในสนามแข่งขันย่อมต้องมีคู่แข่งเป็นธรรมดา ดังนั้น นอกจากการวางกลยุทธ์เพื่อเพิ่มมูลค่าตลาดแล้ว การศึกษาประเทศคู่แข่งก็เป็นเรื่องจำเป็นไม่ต่างกัน
โดยเฉพาะจากผลการศึกษาของนายเดียน วิกกิ้นส์ (Mr.Dion Wiggins)Director,Strat-etch consulting ที่ได้รับเชิญจากสำนักพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์)มาบรรยาย โดยเขาได้ระบุถึงแนวโน้มเทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญ 10 อย่างของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่จะเกิดนับแต่ปี2550 เป็นต้นไป
อาทิ ซอฟต์แวร์บริการ(Software as a service:SaaS)จะมาแรง ผู้ประกอบการด้านไอทีอินเดียปรับตัวด้วยการจับเป็นพันธมิตรกับรายใหญ่ ปี2560 เวียดนาม จะมีการลงทุนด้านไอทีจากต่างประเทศสูงกว่า ไทย มาเลเซียและอินโดนีเซียรวมกัน ไอทีเพื่อผู้บริโภคจะโตกว่าภาคองค์กรธุรกิต เป็นต้น ไเท(อ่านรายละเอียดจากล้อมกรอบ)
“ภาพรวมอุตสาหกรรมซอฟต์ไทยตอนนี้นับวันจะเป็นเหมือนช้างมากขึ้น แล้วเราก็เป็นตาบอดคลำช้าง ต่างคนต่างมอง ถ้าเป็นซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ก็จะบอกไม่เปลี่ยน ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กจะบอกอีกอย่าง แต่ทั้งหมดถ้าไม่ตามเทรนด์เทคโนโลยีย่อมมีปัญหาแน่ เพราะคราวนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนมาก ซึ่งถ้าวันนี้คนเข้าใจและฝึกให้รู้วิชาจริงๆ เขาจะเป็นคนแรกที่มีโอกาสในการทำมาหาหากิน
วันนี้บิสิเนสโมเดลไม่ได้คนเดียวตั้งบริษัทขึ้นมาแล้วทำมาหากิน ต้องหาพันธมิตรในการทำธุรกิจ เพราะนับวันจะไม่มีคนจ่ายเงินแพงๆ ในการซื้อซอฟต์แวร์ และต้องพยายามทำให้ซอฟต์แวร์เป็นการบริการ เพราะต้นทุนต่ำไม่มีสต็อค” เป็นการสะท้อนภาพโดยนายมนู อรดีลดลเชษฐ์ กรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.)
ประเมินศักยภาพของไทย
ขณะที่ ดร.อาวุธ พลอยส่งแสง ผู้อำนวยการซิป้าวิเคราะห์สถานะของประเทศไทยในสนามการแข่งขันเรื่องของเทคโนโลยี และซอฟต์แวร์ของไทยว่า เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้สมอง ถามว่าวันนี้ประเทศไทยเป็นรองประเทศในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกหรือไม่ คำตอบคือไม่ได้เป็นรอง
"ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เราไม่ได้มองเห็นความสำคัญจึงเกิดช่องว่าง ไม่ได้ดึงสิ่งดีๆที่มีอยู่นำไปใช้อย่างเต็มที่ เพราะขาดกลยุทธ์และวิธีการ ดังนั้น จึงเป็นที่มาว่าทำไมจึงต้องมีสำนักงานซิป้า ก็เพราะเรามองเห็นปัญหานี้เอง เพื่อให้มาทำหน้าที่กำหนดกลยุทธ์ และวิธีการแข่งขันกับนานาประเทศ วันนี้ เราไม่ได้แพ้ เราพร้อมที่จะไปยืนอยู่แถวต้นๆไม่เพียงสนามระดับเอเชียเท่านั้น"
ถามว่า เมื่อจะเดินไปสู่จุดนั้น เราต้องทำอะไรบ้าง????
ประการแรก ต้องกระตุ้นให้เห็นความสำคัญก่อนว่าเรื่องของเทคโนโลยี เรื่องซอฟต์แวร์มีความสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างไร สามารถนำไปสู่การค้าขายในวงกว้างอย่างไร เพราะที่ผ่านมาคนไทยเองไม่ได้มองเห็นมูลค่าตรงนี้ ที่ผ่านมาการใช้งานเรื่องนี้จึงมักอาศัยของต่างประเทศเป็นหลัก
ประการที่สอง การใช้บริการของต่างประเทศไม่ใช่เรื่องผิด เมื่อเราไม่สามารถทำเองได้ ก็เหมือนอุตสาหกรรมรถยนต์ ถามว่าประเทศไทยสามารถทำได้ทั้งคันไหม ก็ไม่สามารถทำได้ แต่สามารถประกอบได้ โดยอะไหล่ก็มีทั้งที่มาจากต่างประเทศ และในประเทศ มีเพียงบางรุ่นเท่านั้นที่ใช้อะไหล่จากต่างประเทศทั้งหมด หมายความว่าผู้ประกอบการไทยก้ได้ประโยชน์จากการผลิตอะไหล่
อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ก็เช่นเดียวกัน อย่างไหนที่เห็นว่าจำเป็นต้องอาศัยผู้เล่นจากต่างประเทศที่เข้ามาตั้งในประเทศไทยก็ร่วมเป็นพันธมิตร ซึ่งก็จะได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในขณะที่ซอฟต์แวร์บางอย่างที่เป็นฝีมือคนไทยเอง ก็จะต้องส่งเสริมให้มีเวทีเพื่อนำไปสู่การค้าขายได้ในเวทีต่างประเทศ
"ประเด็นใหญ่ที่ผมเห็นเวลานี้คือ ความน่าเชื่อถือ คนไทยไม่ค่อยเชื่อถือฝีมือคนไทยกันเองบางอย่างจึงถูกต่างชาติยึดครองไปโดยปริยาย นี้คือจุดอ่อนที่มองเห็น และต้องเร่งแก้โดยสร้างให้เห็นว่าซอฟต์แวร์คนไทยก็มีดีระดับโลกได้"ผอ.ซิป้าย้ำ
ดังที่ ดร.อาวุธได้สะท้อนภาพข้างต้นถึงปัญหาที่เกิด จึงนำมาสู่การกำหนดยุทธ์ศาสตร์หลักๆ 3 อย่าง 1.เดินหน้าหาพันธมิตร ทั้งสถาบันการศึกษา องค์กรของรัฐ และองค์กรเอกชน โดยสถาบันการศึกษาจับมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน และกิจกรรมในเรื่องของซอฟต์แวร์ 2.จัดเวที เพื่อให้มีการโชว์ผลงาน และจับคู่ทางธุรกิจ เช่น งานไอซีทีเอ็กด์โป และงานแทมที่จัดขึ้นทุกปี และปีนี้จะจัดขึ้นพร้อมกันในวันที่ 16-20พฤศจิกายนนี้ ที่อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งจะเป็นทั้งเวทีโชว์และหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทย และ3.ส่งเสริมให้มีสถานที่แสดงผลงานของคนไทยในต่างประเทศ โดยซิป้าได้จับมือกับกระทรวงพณิชย์ ที่มีสำนักงานการค้าในต่างประเทศแล้ว
จะเห็นว่าผู้รับผิดชอบของไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการจับมือพันธมิตรกับมหาวิทยาลัย ขณะนี้วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ได้เปิดหลักสูตร ชื่อ สาขาศิลปะสร้างสรรค์สื่อบันเทิง โดยดึงผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเป็นอาจารย์ ถ่ายทอดมุมมองระดับโลก เพื่อผลิตบัณฑิตด้านธุรกิจบันเทิง สานฝันการเป็น ศูนย์กลางแอนิเมชั่นไทย ขณะที่มหาวิทยาลัยรังสิต ก็เปิดหลักสูตรศิลปะมหาบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์อาร์ตเป็นหลักสูตรเกี่ยวกับการสร้าง "แอนิเมชั่น"
มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศง 5 หลักสูตร อาทิหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ , หลักสูตรวิทยาศาสตมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ , หลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ , หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสาขาวิชาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ
แผนแม่บท 5ปีซอฟต์แวร์ พาร์ค
ขณะที่อีกหน่วยงานหนึ่ง คือ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์ พาร์ค)ก็ตื่นตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยคลอดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา 5ปี
โดยดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน ประธานคณะกรรมการบริหารซอฟต์แวร์ พาร์ค อีกตำแหน่งคือ ผู้อำนวยการสวทช.ระบุว่า ซอฟต์ปาร์คมีแผนสนับสนุนใน 10 ปีข้างหน้า โดยมุ่งพัฒนาให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของไทย เข้ามามีบทบาทกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะสร้างการบริโภค บอร์ดได้มอบหมายให้ซอฟต์แวร์ พาร์ค ศึกษาสถานภาพตลาดจากข้อมูลที่มีอยู่ และนำไปจัดทำแผนแม่บทของซอฟต์แวร์ พาร์ค แบ่งเป็น 2 ระยะ ช่วงละ 5 ปี ด้านแผนงาน 5 ปีแรก จะถือเป็นงานเร่งด่วน โดยจะพยายามเพิ่มมูลค่าตลาดซอฟต์แวร์ จากปัจจุบันที่มีประมาณ 1.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 0.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นการบริโภคอยู่ ให้มีมูลค่าตลาดเติบโตเทียบเท่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ ที่มีมูลค่าตลาด 2% ของจีดีพี
ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ กรรมการของซอฟต์แวร์ พาร์ค กล่าวในเรื่องเดียวกันถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์ของไทยว่า บอร์ดได้กำหนดบทบาทของซอฟต์แวร์ พาร์ค ให้กระตุ้นผลกระทบกับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของไทย ให้มากที่สุด เพื่อส่งเสริมให้องค์กรต่างๆ นำไอซีทีมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ "ช้ามาก" เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซียและเวียดนาม
" ซอฟต์แวร์ พาร์ค จะเน้นในส่วนที่หน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการ โดยจะเป็นผู้ดำเนินการต่อยอดเอง เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ฝึกอบรมที่เชี่ยวชาญของตนเอง ไม่ใช่การพึ่งพิงแต่ต่างประเทศ ขณะเดียวกัน บอร์ดได้อนุมัติงบ 3 ล้านบาท ที่จะใช้จัดงานซอฟต์แวร์ พาร์ค ฟอรั่ม ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพปีแรก ถือเป็นงานแรกที่สำคัญที่คนไทยเป็นผู้ริเริ่ม เพราะที่ผ่านมามีการจัดตั้งซอฟต์แวร์ พาร์ค ในหลายประเทศ เช่น อินเดียมีกว่า 30 แห่ง จีนกว่า 20 แห่ง หรือเวียดนามที่มีมากกว่า 10 แห่งแล้ว แต่ยังไม่เคยมีการประชุมร่วมกันมาก่อน"เขาย้ำ
ซอฟต์แวร์บริการมาแรง เอกชนไทยจะปรับตัวรับอย่างไร?
นายมนู อรดีลดลเชษฐ์ กรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) บอกว่าว่า ปัจจุบันซอฟต์แวร์ as a service เป็นซอฟต์แวร์รูปแบบใหม่ที่จะกระทบต่อผู้ประกอบการซอฟต์แวร์อย่างมาก ปัจจุบันตลาดในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกามีการแต่งตั้งตัวแทนการให้บริการแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการค้าการขายและให้บริการซอฟต์แวร์ as a service กำลังเกิดขึ้นและนับวันกลุ่มคนไทยก็เป็นรู้จักแพร่หลายเช่นกัน เนื่องจากศูนย์กลางอยู่ไหนไม่สำคัญ แต่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้เป็นพอ
“ซอฟต์แวร์ as a service เป็นคอนเซ็ปท์ที่ทำให้การใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เป็นสาธารณูปโภคในที่สุด โดยเริ่มจากซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอน เพราะส่วนใหญ่เวลาใช้บริการข้อมูลจะอยู่ที่ศูนย์บริการ ตอนนี้จะเห็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่เริ่มเก็บข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า และสินค้า แต่ว่าทางด้านการเงินการบัญชีคนยังกล้าๆ กลัวๆ ในการฝากข้อมูล แต่อีกหน่อยถ้าคนเริ่มรู้สึกปลอดภัยและผู้ให้บริการมีความน่าเชื่อถือ เชื่อว่าจะเข้าสู่รูปแบบบริการนี้ทั้งหมด ดังนั้นตัวเลขที่บอกว่า 5 ปีจากนี้ไปตลาดจะเติบโต 25% อาจจะเร็วกว่านี้ ประมาณ 3 ปีอาจจะเริ่มเห็นแนวโน้มนี้เกิดขึ้นแน่นอน”
นายมนู กล่าวด้วยว่า ปัจจัยที่หนุนให้เทรนด์ของซอฟต์แวร์ as a service เข้ามามีอิทธิพลกับตลาดซอฟต์แวร์นับจากนี้ มาจาก 2 ส่วนๆ แรกเป็นเพราะคนไม่อยากกังวลเรื่องเทคโนโลยี อีกทั้งไม่อยากจ้างคนเงินเดือนสูงมาดูระบบงาน และอยากจะเห็นการใช้ซอฟต์แวร์เป็นสาธารณูปโภค อีกส่วนป็นเพราะโทรคมนาคมทั่วโลกเริ่มมีความเสถียรมากขึ้น ราคาถูกลง ทำให้ไม่เป็นภาระในการให้บริการกับลูกค้า
ปัจจุบันผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ as a service ส่วนใหญ่ยังมาจากสหรัฐอเมริกา เนื่องจากยังไม่มีใครที่มีเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากประมาณหมื่นล้านบาท และต้องสามารถมีตลาดที่ใหญ่ ซึ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียมองว่ายังไม่มีใครกล้าที่จะลงทุนเพราะยังไม่มีลูกค้าที่จะทำให้เกิดความคุ้มค่า
“คนอเมริกาลงทุนแล้วมาเอาคนไทยเป็นลูกค้าได้ คนไทยลงทุนเอาฝรั่งมาเป็นลูกค้ายาก ตรงนี้จึงน่ากลัว แต่โอกาสของคนไทยคือว่า เนื่องจากตอนนี้ซอฟต์แวร์ยังมีกรอบจำกัดในเรื่องการบริการ ดังนั้นคนไทยต้องเรียนรู้เทคโนโลยีตรงนี้แล้วไปอินทิเกรดบูรณาการกับซอฟต์แวร์ใหม่”
นายมนู บอกถึงโอกาสการทำธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในครั้งนี้ พร้อมกับเสริมอีกว่า สำหรับประเทศเวียดนามแม้จะค่อนข้างมาแรงแต่ก็ยังไม่มีโอกาสที่จะเปิดศูนย์บริการได้ เพราะปัจจัยสำคัญในการทำเป็นเรื่องการลงทุนกับความเชื่อถือ มองว่าบิ๊กเว็บและไอทีอย่างอเมซอน กูเกิล ไอบีเอ็ม ไมโครซอฟท์น่าจะมีสิทธิ์มากกว่า และโดยเฉพาะล่าสุดกับเซลล์ฟอร์สดอทคอมที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นการ ถือเป็นซอฟต์แวร์ดังสุดในเรื่องของซอฟต์แวร์ as a service แต่ทำเฉพาะเรื่องของซอฟต์แวร์สัมพันธ์
“ส่วนซอฟต์แวร์เมืองไทยนั้น มองว่ายังไม่มีสิทธิ์ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องเม็ดเงินลงทุนเท่านั้น ยังเป็นเรื่องการดึงลูกค้ามาใช้บริการ และสร้างความมั่นใจในความปลอดภัย แม้กระทั่งประเทศสิงคโปร์เองก็ไม่คิดว่าจะเกิดเช่นกัน อาจจะเป็นรูปแบบการตั้งสาขาจากต่างประเทศ แต่ถึงนั้นเราก็มีโอกาสที่จะเข้าไปทำมาหากินร่วมกัน โดยเป็นการไปสร้างซอฟต์แวร์เสริม”
กรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าว พร้อมกับยกตัวอย่างการสร้างซอฟต์แวร์เสริมให้ฟังว่า บริษัทต้องการเจาะลูกค้าเป้าหมายกลุ่มหนึ่งเพื่อส่งแคมเปญเป็นคูปองไปให้ทางอีเมล์ ซึ่งบริการดังกล่าวนี้จะไม่รวมอยู่ในซอฟต์แวร์บริการจากเมืองนอก ทำให้ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์รายอื่นสามารถใช้เทคนิคอย่างเว็บเซอร์วิสทั้งหลายเอาข้อมูลจากเมืองนอกที่บริการอยู่แล้วเขียนโปรแกรมแทรกขึ้นมาพร้อมเงื่อนไขเพื่อให้คอมพิวเตอร์เลือกกลุ่มเป้าหมายที่จะส่งอีเมล์
จุดเปลี่ยนธุรกิจ สู่ยุคพันธมิตรซอฟต์แวร์
กรรมการสวทช.ผู้นี้ยังวิเคราะห์อีกว่า ที่มาของรายได้ธุรกิจในอนาคต จะเก็บจากบริษัทที่มีความต้องการข้อมูลเฉพาะส่วนบุคคล (Personalize Information) มากขึ้น เช่น บริษัทแห่งหนึ่งเป็นลูกค้าของซอฟต์แวร์ as a service ที่เมืองนอก ด้านลูกค้าสัมพันธ์ และยังต้องการเลือกข้อมูลจากฐานลูกค้าเพื่อส่งอีเมล์ให้คูปองส่วนลด ซึ่งซอฟต์แวร์ as a service ยังไม่ครอบคลุมการให้บริการส่วนนี้ ก็เป็นโอกาสของผู้ให้บริการซอฟต์แวร์รายเล็กๆ ที่จะไปอินทิเกรดกับฐานข้อมูลในเมืองนอกแล้วก็ส่งข้อมูลทีบริษัทแห่งนี้ต้องการ
นายมนู ย้ำอีกว่า แม้ซอฟต์แวร์ as a service จะเป็นเทรนด์เทคโนโลยีสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเริ่มประสบปัญหา แต่ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็ต้องเข้าใจเทคโนโลยีตัวนี้เช่นกัน เพื่อเรียนรู้วิธีทำมาหากิน เพราะเป็นซอฟต์แวร์ที่จะสร้างฐานลูกค้าซอฟต์แวร์ (Software User) ขนาดกลางและเล็กได้จำนวนมาก เพราะคอนเซ็ปท์การใช้เทคโนโลยีวันนี้เปลี่ยนจากเดิมที่เน้นเรื่องบัญชีเป็นการนำไอทีไปเสริมธุรกิจในต้นทุนต่ำ ซึ่งถ้าเอสเอ็มอีเหล่านี้เข้าใจ ก็จะเกิดการจ้างผลิตซอฟต์แวร์มากขึ้น
เกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของตลาดซอฟต์แวร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยเฉพาะอัตราการเติบโตของซอฟต์แวร์ as a service ที่ Strat-etch consulting คาดการณ์ว่าจะสูงถึงร้อย 25 ในอีก 5 ปีนั้น นายสมเกียรติ อึงอารี นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย บอกว่า เห็นด้วยกับทิศทางของตลาดดังกล่าว เนื่องจากซอฟต์แวร์เป็นตัวซัพพอร์ตสำคัญและในตลาดเทรนด์ด้านการบริการมีมากขึ้น
“การพัฒนาซอฟต์แวร์จะไม่ใช่เพียงซอฟต์แวร์อีกต่อไป และจะซัพพอร์ตไปกับอุตสาหกรรมบริการที่กำลังเติบโต ซึ่งในอดีตซอฟต์แวร์ถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือตัวหนึ่งแต่ปัจจุบันต้องมองทั้งหมด โดยเทรนด์ต่อไปลักษณะของธุรกิจซอฟต์แวร์จะคล้ายๆ กับยาดำคือเกาะเกี่ยวไปทุกเรื่อง”
เป็นมุมมองของนายสมเกียรติเกี่ยวกับเทรนด์ของธุรกิจซอฟต์แวร์ พร้อมกับเสริมว่า เหตุที่ซอฟต์แวร์ as a service เริ่มเป็นที่นิยมในตลาดมากขึ้น เป็นเพราะธุรกิจเซอร์วิสมีการเติบโตเร็วขึ้น และเป็นธุรกิจที่ต้องการสร้างความแตกต่างมากกว่าเน้นสร้างความหลากหลายในสินค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ รวมถึงลงทุนน้อยเพราะเป็นการใช้องค์ความรู้มาต่อยอด ในขณะที่ธุรกิจการผลิตกว่าต้องใช้เวลาและเงินลงทุนโครงสร้างส่วนต่างๆ รวมไปถึงการเติบโตของโลกอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือก็เป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดซอฟต์แวร์ as a service เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เขาบอกว่า บรรดาประเทศในภูมิภาคเอเชีย เวียดนามนับเป็นประเทศที่มีการเติบโตของซอฟต์แวร์มากสุด จะเห็นจากนโนบายการเปิดประเทศของเวียดนามในการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ 100% เนื่องเพราะเวียดนามต้องการเติบโตอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัฒน์ แต่ทว่ามาเลเซียน่าจะเป็นประเทศที่น่ากลัวเพราะถูกวางระบบแอพพลิเคชันไว้ยาวนาน เพียงแต่ขับเคลื่อนตัวเองอย่างเงียบๆ
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเทรนด์ซอฟต์แวร์ที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่นและมีการพูดถึงกันในวงการ แต่นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย บอกว่า ปัจจุบันยังไม่มีตัวเลขเกี่ยวกับมูลค่าและการเติบโตของตลาดเด่นชัด แต่หากดูจากข้อมูลของเนคเทคซึ่งระบุว่าการบริโภคซอฟต์แวร์ในไทยปี 2549 มีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านบาท แบ่งเป็นซอฟต์แวร์ภาครัฐ 30% บริการ 40% และกลุ่มอีอาร์พี 30% ก็นับเป็นสัดส่วนการเติบโตที่สูงมากทีเดียว โดยโซลูชันด้านลอจิสติกเป็นโซลูชันที่ตลาดทั่วโลกต้องการมากสุด
สิ่งที่ตามมาจากการเติบโตของซอฟต์แวร์ as a service นายสมเกียรติ บอกว่า ทำให้เกิดทรานเซ็กชันเพิ่มขึ้น จากการนำเอาข้อมูลมาใช้ประโยชน์ เกิดธุรกิจในลักษณะเอ็กซ์เชนจ์ และการแพ็กแคมเปญเข้าด้วยกัน อีกทั้งยังส่งผลให้ลักษณะการทำธุรกิจซอฟต์แวร์จะเป็นกลุ่มก้อนกันมากขึ้น ซึ่งหากผู้ประกอบการปรับตัวทันกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยคิดว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ก็จะก้าวหน้าไปได้เร็ว ในทางกลับกันใครที่ปรับตัวช้าย่อมสูญเสียโอกาสเช่นกัน
สำหรับแนวทางการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เขาแนะว่า สิ่งสำคัญผู้ประกอบการต้องเรียนรู้และพัฒนาโซลูชันต่างๆ รองรับซอฟต์แวร์ as a service พร้อมกันนั้นศึกษาความต้องการตลาดและแม็ปโซลูชันเข้าด้วยกัน
มุมมองนักธุรกิจไอที
ส่วนมุมมองอีกท่านหนึ่งที่มองเทรนด์เทคโนโลยีที่จะเกิดนับแต่ปี2550 เป็นต้นไป นั้นคือ ตลาด Business Intelligence : BI จะโตขึ้นกว่าปัจจับันอีก 30 เท่า
ผู้เล่นในตลาดรายหนึ่งได้แก่ ออราเคิล ซึ่งนายณัฐศักดิ์ โรจนพิเชฐ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคอาเซียนของออราเคิล และ กรรมการผู้จัดการบริษัท ออราเคิล (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า การมุ่งเน้นระบบธุรกิจอัจฉริยะ (Business Intelligence : BI) เพื่อประมวลข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องแม่นยำแบบเรียลไทม์เพื่อปรับปรุงการตัดสินใจโดยระบบธุรกิจอัจฉริยะ จะเป็นเทรนด์ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันองค์กรต่างๆ พยายามมองหาหนทางปรับปรุงระบบงานธุรกิจ การตัดสินใจ และการปฏิบัติงาน
โดยจากการสำรวจข้อมูลของการ์ทเนอร์ระบุว่า ตลาด BI ในเอเชีย-แปซิฟิกมีแนวโน้มที่จะเติบโตในอัตรา 14.4% ต่อปี ในช่วงตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2552 เปรียบเทียบกับอัตราการเติบโตทั่วโลก 9.5% ขณะที่ไอดีซีคาดการณ์ว่าในปี 2549-2550 จะมีการลงทุนระลอกใหม่เพื่อจัดซื้อแอพพลิเคชัน BI เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับ “BI ที่รองรับการใช้งานทั่วไป” ซึ่งสามารถปรับขนาดได้อย่างยืดหยุ่นและมีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย นอกจากนี้ ไอดีซียังคาดว่าตลาดซอฟต์แวร์ BI และการจัดการประสิทธิภาพของธุรกิจ (Business Performance Management) และการวิเคราะห์ด้านการเงิน ในเอเชีย-แปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น จะมีมูลค่าอย่างน้อย 670 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2553
สำหรับการขยายตัวของตลาด BI เมืองไทยนั้น นายณัฐศักดิ์ มองว่า ธุรกิจต่างๆ ให้ความสนใจการปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างมาก โดยได้นำเอาเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาประยุกต์ใช้กับลักษณะของธุรกิจโดย BI เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริหารไทยเป็นอย่างมาก
กรณีศึกษาที่น่าสนใจของประเทศไทยสำหรับ BI ได้แก่บุญถาวร หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายกระเบื้องและสุขภัณฑ์รายใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นลูกค้าในกลุ่มธุรกิจรีเทลรายแรกที่ใช้โซลูชัน BI ของออราเคิลเพื่อปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า BI เข้าไปมีบทบาทอย่างมากในหลายๆ วงการ ซึ่งออราเคิลคาดว่าตลาดในเมืองไทยมีอนาคตที่สดใสอย่างแน่นอน
นางสาวปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ไมโครซอฟท์มองถึงเทรนด์ที่จะก้าวไปอยู่ตลอดเวลา อย่างเช่นเรื่อง โอเพ่น ซอร์ส กำลังเป็นเทรนด์ที่จะมีการใช้งานมากขึ้น ไมโครซอฟท์ก็เล็งเห็นถึงจุดนี้เช่นกัน ล่าสุดเพิ่งจับมือกับ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (องค์กรมหาชน)หรือ ซิป้า ในการนำเสนอให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์เห็นว่าโอเพ่น ซอร์ส ก็สามารถวิ่งบนแพลทฟอร์มของไมโครซอฟท์ได้
ขณะที่เรื่องของแนวโน้มการใช้งานไอทีของผู้บริโภคจะมากกว่าการใช้งานขององค์กรนั้น ไมโครซอฟท์ก็ตระหนักถึงจุดนี้ เช่นกัน ทำให้ไมโครซอฟท์ กับ เอ็มเอสเอ็น เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม นายแกรนท์ วัตส์ ผู้จัดการทั่วไป ไมโครซอฟท์ ออนไลน์ เซอร์วิส กรุ๊ป กล่าวเสริมถึงเทรนด์ในอนาคตว่าเวียดนามจะแซงหน้าไทยนั้น ว่า เห็นด้วยว่าประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพและเอ็มเอสเอ็มก็กำลังพิจารณาเข้าไปเจาะตลาดเช่นกันแต่ทว่าตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึง
WiMax อนาคตคอนเท็นต์
เมื่อเทคโนโลยี WiMax กลายเป็นเทรนด์ที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียต้องหันมาพิจารณาถึงความสำคัญในการวางโครงข่ายซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะส่งสัญญาณได้ดี และไกล ทำให้ ยุคมัลติมีเดียเฟื่องฟู การใช้งานบรอดแบนด์ไร้สายและการบริโภคคอนเท็นต์มีความคมชัดมากขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิด การหารายได้จากการอาศัยเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายนี้ด้วยไม่ว่าจะเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ในการใช้เป็นช่องทางโฆษณา ธุรกิจบรอดคาสที่จะหันมาส่งสัญญาณหรือผลิตคอนเท็นต์ลงมาบนอุปกรณ์ที่รองรับเทคโนโลยีดังกล่าวได้
ดร.เรย์ โอเว่น ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายและกลุ่มธุรกิจโครงข่ายประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โมโตโรล่า อิงค์ ในประเทศมาเลเซียและญี่ปุ่นได้เริ่มทดลองนำ WiMax ติดตั้งในประเทศ โดยมาเลเซียติดตั้งเพื่อใช้งานกับโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ญี่ปุ่นทดลองวางระบบแบบ End-to-End เพื่อใช้กับอุปกรณ์เคลื่อนที่ ขณะที่เวียดนามรัฐบาลมีการสนับสนุนโดยในจังหวัดด่งท้าปเลือกใช้โซลูชันบรอดแบนด์ไร้สายของโมโตโรล่าสำหรับเครือข่ายรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ในระดับท้องถิ่นของเวียดนาม โดยระบบนี้จะเชื่อมต่อทั้งแบบจุดต่อจุด (Point-to -Point)และจุดต่อหลายจุด (Point-to-multi Point) จะเชื่อมต่อสำนักงานจังหวัดและหน่วยงานราชการในจังหวัดดงท้าป
อย่างไรก็ตาม สำหรับคลื่ความถี่ที่เหมาะสมในการให้รัฐบาลแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียพิจารณาน่าจะอยู่ที่ 2.3,3.3,3.5 GHz ซึ่งก็ขึ้นอยู่ว่าในคลื่นดังกล่าวแต่ละประเทศจะเหลือคลื่นใดบ้างที่ไม่ชนกับคลื่นที่ใช้อยู่ก่อนหน้านี้
สำหรับประเทศไทย เชื่อว่าสิ้นปี 2550 น่าจะมีความชัดเจนในการพิจารณาการนำเทคโนโลยี WiMax มาใช้ โดยเริ่มต้นรัฐบาลอาจให้ความสำคัญในการนำมาใช้เพื่อความมั่นคง ความปลอดภัยในการเชื่อมต่อกับกล้องโทรทัศน์วงจรปิด หรือทำโมเดลเดียวกับรัฐบาลเวียดนามก็ได้ ส่วนเรื่องการพิจารณาคลื่นความถี่ต้องขึ้นอยู่กับ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ว่าจะพิจารณาที่คลื่นความถี่ใด
ทั้งนี้และทั้งนั้น เทคโนโลยี WiMax เป็นเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำกว่า HSPDA ซึ่งอยู่บนพื้นฐานโซลูล่าร์ ขณะที่ผู้ให้บริการต่างๆสามารถลงทุนใช้เทคโนโลยี WiMax มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เน็ตเวิร์กเร็วขึ้นและให้บริการคอนเท็นต์ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น เมื่อเทียบกับการลงทุนในเทคโนโลยี 3G เทคโนโลยี WiMax ใช้เงินลงทุนถูกกว่า
ด้านศาสตราจารย์เศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ คณะกรรมการ กทช. กล่าวว่า ขณะนี้ได้จ้างที่ปรึกษาเพื่อมาพิจารณาโมเดลการนำเทคโนโลยี WiMaxมาใช้ในประเทศไทยแล้วคาดว่าสิ้นปีนี้จะเห็นรูปเป็นรูปเป็นร่างอย่างแน่นอน
ขณะที่ภาคเอกชน อย่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร มีเจตนารมย์ที่ชัดเจนในการเดินหน้าใช้เทคโนโลยี WiMax เพื่อให้เครือข่ายเร็วขึ้น ขยายมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้สินค้าและบริการที่มีหลากหลายสามารถวิ่งผ่านบนเทคโนโลยีดังกล่าวได้ จากที่ก่อนหน้านี้ทรู ให้ความสำคัญกับการรุดตลาดไว-ไฟ อย่างจริงจังเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีบริษัทเอกชนที่เพิ่งได้รับใบอนุญาตในการทำธุรกิจไวไฟด้วยคือ บริษัท วินวินเน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด ด้วยเงินลงทุน 1.2 หมื่นล้านบาท วางโครงข่ายทั่วประเทศ นายสิทธิชัย นวลมณี ประธานกรรมการบริหาร วินวินเน็ต มั่นใจว่าอีก 3 ปีบริษัทจะคืนทุน คิดค่าบริการรายเดือน 650 บาทบนความเร็วขั้นต่ำ 1 MB ตั้งเป้าปีแรกจะมีผู้ใช้บริการ 1 ล้านรายและในสิ้นปี 2551 มียอดผู้ใช้ 1.5 ล้านราย
บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ปีนี้ตั้งใจรุกตลาดไว-ไฟ อย่างจริงจัง แต่เบื้องต้นยังคงเน้นการให้บริการตามสถานที่นอกบ้าน เช่น โรงแรม หรือสถานที่สำคัญๆ นายสมควร บูรมินเหนทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที กล่าวว่า ในปีนี้ ทีโอที มีนโยบายขยายจุดการให้บริการอินเตอร์เน็ตไร้สาย หรือ ไว-ไฟ ภายใต้ชื่อ “TOT Wi-Fi” ให้กระจายจุดบริการเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันมีจุดให้บริการอินเตอร์เน็ตไร้สาย ภายใต้ชื่อ “ทีโอที ฮอตสปอต”ที่ให้บริการลูกค้าระดับพรีเมี่ยม ในโรงแรมต่างๆ 120 แห่ง โดยตั้งเป้าภายในสิ้นปีนี้จะมีจุดให้บริการอย่างน้อย 1,000 จุด และคาดว่าจะมีลูกค้าใช้บริการรวม 20,000 ราย
การขยายเพิ่มจุดให้บริการ ทีโอที จะใช้รูปแบบการลงทุนร่วมกับพันธมิตร โดยจะเปิดโอกาสให้เอกชน อาทิ ร้านกาแฟ ห้างสรรพสินค้า จุดที่มีคนรอมากกว่า 15-20 นาที และหมู่บ้าน เข้ามาร่วมลงทุนจุดให้บริการ ทีโอที ไว-ไฟ ซึ่งปัจจุบันตลาดการใช้งานเริ่มขยายตัวสูงขึ้นที่ประชาชนมีอุปกรณ์รองรับอย่าง โน้ตบุ๊ก สมาร์ทโฟน พีดีเอ ไว้ใช้งานมากขึ้น
ยิ่งทำให้ตลาดในประเทศไทยคึกคักขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้มาจากนโยบายรัฐบาลอย่างสิงคโปร์ที่มีนโยบายในการติดตั้งไวไฟทั่วเกาะ
มุมมองเทรนด์ เว็บ 2.0
หลังปี 2547 จนถึงปัจจุบัน นับเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงของโลกเวิล์ด ไวด์ เว็บ สู่เว็บ 2.0 อย่างแท้จริง โดยนายสุพจน์ ศรีนุตพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายการศึกษา บริษัทไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า น่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนก่อนเทคโนโลยี Service Oriented Architecture : SOA เนื่องจากรูปแบบการทำงานนั้นง่ายกว่ามาก
เว็บ 2.0 ถือเป็นเจนเนอเรชันใหม่ของเว็บไซต์ก็ว่าได้ เกิดแล้วและกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยจะมีลักษณะที่เรียกว่าเป็นชุมชน คือมีการพูดคุยโต้ตอบความคิดเห็นซึ่งกันและกันมากขึ้น การโต้ตอบหรือการติดต่อสื่อสาร 2 ทางนี้มีความหมายครอบคลุมไปถึงการติดต่อซื้อขายผ่านเว็บไซต์อย่างอีเบย์ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้คนเผยแพร่ข้อมูลไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเว็บ อย่าง วิกิพีเดีย ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้เขียนบทความที่มีสาระเข้าไปอย่างอิสระและมีการตรวจสอบกันเอง รวมทั้งการเกิดเว็บบล็อกก็เป็นแหล่งข้อมูลส่วนตัวของคนใช้อินเทอร์เน็ตที่เปิดกว้างมากขึ้น ตลอดจนยังมีความสามารถในการแชร์ไฟล์และข้อมูลร่วมกันมากขึ้น ทั้งยังเน้นความสวยงาม ลูกเล่นแพรวพราว สบายตาน่าใช้
และจากจุดนี้เอง นายสุพจน์ บอกว่า จึงเป็นผลให้เว็บ 2.0 เป็นที่นิยมแพร่หลายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องเพราะต้องการให้ผู้ใช้เกิดความสนุกและแตกต่างจากผู้ให้บริการทั่วไป โดยเชื่อว่าไม่เกิน 6 เดือนถึง 1 ปี จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของเว็บ 2.0 ชัดเจน
ปัจจุบันในต่างประเทศก็เริ่มมีเว็บไซต์แนวนี้กันมากขึ้น อย่างเช่นกูเกิล ก็บุกเบิกเรื่องนี้ไว้อย่างน่าจับตามอง ด้วยการนำเอาแอพพลิเคชันสำหรับ เวิร์ด โปรเซสซิ่ง (การประมวลผลคำ) หรือการทำงานเอกสาร รวมถึงโปรแกรม สเปรดชีท และโปรแกรม พรีเซนเทชั่น (เช่น เพาเวอร์ พอยท์) ไปใส่ไว้ในเว็บไซต์ของตนเอง ทำให้ไม่จำเป็นที่เราต้องมาใส่โปรแกรมพวกนี้ไว้ในคอมพิวเตอร์ของเราอีกต่อไป แค่เชื่อมต่อเข้าเว็บได้แค่นั้นก็พอ
หรือแม้แต่เว็บไซต์อย่าง "ยูทิวบ์" เรื่อยไปจนถึงเว็บบล็อค หรือบล็อค อย่างมายสเปซ และเอ็มไทยซึ่งพัฒนาจากเว็บรวมกระทู้ธรรมดาๆ กลายเป็นชุมชนออนไลน์ขนาดใหญ่ ที่มีบริการหลากหลายทั้งภาพเคลื่อนไหวและเสียงเพลง รวมทั้งรวบรวมข่าวสารที่น่าสนใจแทบทุกอย่างในประเทศไทยก็ล้วนแล้วแต่เป็นเว็บ 2.0 ทั้งสิ้น
แต่ตัวอย่างที่เห็นชัดของเว็บ 2.0 อ.สุพจน์ บอกว่า คือเว็บห้องสมุดของอังกฤษ www.bl.uk ซึ่งมีบริการพลิกหน้าหนังสือ และมีการพลิกหนังสืออ่านให้ผู้เข้าเว็บฟัง หรืออย่างโฆษณาแบนเนอร์ ปัจจุบันมีลักษณะเป็นภาพเคลื่อนไหวถ้าใครสนใจก็สามารถคลิกเข้าไป แต่ต่อไปเว็บ 2.0 จะทำให้แบนเนอร์มีอินเทอร์แอคทีพเป็นโฆษณาที่ชาญฉลาดมากขึ้น เช่นโฆษณาโทรศัพท์มือถือ นอกจากภาพเคลื่อนดไหวเดิมๆ ก็กลายเป็นรูปโทรศัพท์ลอยเด่นขึ้น พร้อมฟีเจอร์อธิบาย เพื่อที่จะดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาดูยิ่งขึ้น
ไม่เว้นแม้แต่บรรดาโลกออนไลน์ทั้งหลายเท่านั้นที่ปรับตัวสู่ยุคเว็บ 2.0 แม้แต่ค่ายซัน ไมโครซิสเต็มส์เองก็เริ่มหันมาใช้เว็บ 2.0 ในการทำตลาดโลกออนไลน์เช่นกัน โดย นายไลโอเนล ลิม ประธานบริษัท ซัน ไมโครซิสเต็มส์ ภูมิภาคเอเชียใต้ และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีความต้องการในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเข้ากับการใช้งานทุกอย่าง ดังนั้น ซันจึงทำให้ระบบเทคโนโลยีที่มีอยู่รองรับการใช้งาน “เว็บ 2.0” ซึ่งขณะนี้มีบริษัทที่ใช้เว็บ 2.0 ซึ่งทำงานบนระบบปฏิบัติการโซลาริส 10 ที่เป็น โอเพ่นซอร์ส โดยมีการดาวน์โหลดไปใช้งานแล้วกว่า 6.8 ล้านดาวน์โหลด ซึ่งการเชื่อมต่อการใช้งานทุกอย่างผ่านทางเน็ตเวิร์ก นี้ นอกจากสร้างความสะดวกสบายให้ผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นช่องทางหารายได้จากโฆษณาออนไลน์ด้วย
สำหรับกลุ่มองค์กรแรก ๆ ที่จะลงทุนด้านไอที เพื่อรองรับการใช้งานเว็บ 2.0 นั้น เขาคาดว่า จะเป็นกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก อาทิ กลุ่มสื่อสาร ธนาคาร สาธารณูปโภค ค้าปลีก และราชการ รวมถึงธุรกิจที่ต้องการให้บริการออนไลน์เกม ไอพีทีวี มิวสิกออนไลน์ และเอ็นเตอร์เทน เมนท์
อ่าน ข่าวการตลาด ธุรกิจและโฆษณา เพิ่มเติม
