[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานบทวิเคราะห์มูลค่าการใช้จ่ายตลาดเทคโนโลยีสารสนเทศโลก ที่จัดทำโดยบริษัทวิจัย การ์ทเนอร์ อิงค์ ระบุว่าปีนี้ตลาดโลกจะมีการใช้จ่ายเกิน 3.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โตขึ้นจากปีที่ผ่านมา 8% และคาดว่าปีหน้าจะอยู่ที่ 5.5% หรือ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายปีเตอร์ ซันเดอร์การ์ด รองประธานอาวุโส และหัวหน้าส่วนงานวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดโลกนั้น การใช้จ่ายด้านไอทีในประเทศกำลังพัฒนามีปริมาณเพิ่มขึ้น และ 1 ใน 3 ของการใช้จ่าย มาจากประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากอเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าว จะช่วยสร้างนวัตกรรมในไอที การสร้างคู่แข่งหน้าใหม่ และรูปแบบการใช้จ่ายงานใหม่ๆ ตลอดจนช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพค่าใช้จ่าย ให้กับผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ ในส่วนของประเทศไทยนั้น ไอดีซี ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยระดับโลก ก็ออกรายงานบทวิเคราะห์ตลาดไอทีซึ่งได้ปรับปรุงเมื่อเดือนส.ค. โดยประมาณการใช้จ่ายตลาดพีซีปีนี้ ที่รวมเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (โน้ตบุ๊ค) และเครื่องแม่ข่าย (เอ็กซ์ 86 เซิร์ฟเวอร์) ว่าเติบโตกว่าปีที่ผ่านมา 9.6% หรือมีตลาดรวมกว่า 1.6 ล้านเครื่อง โดยเฉพาะไตรมาส 3 ที่ผ่านมา คาดว่าตลาดพีซีรวมจะโต 6.3% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนปีหน้าคาดว่าตลาดรวมจะอยู่ที่ 1.9 ล้านเครื่อง
ทั้งนี้ ไอดีซีมองว่า หากไทยมีการเลือกตั้ง และการจัดทำงบประมาณปี 2551 มีความชัดเจนขึ้นแล้ว ก็จะส่งผลให้กำลังซื้อในโครงการภาครัฐ จะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง หลังกลางปี 2552 แม้จะไม่มีกรอบนโยบายส่งเสริมไอทีอย่างที่ผ่านมา แต่ก็จะมีการลงทุนไอที เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพบริการประชาชน และปรับปรุงองค์กรภายใน
นอกจากนี้ กำลังซื้อจากหน่วยงานท้องถิ่นของรัฐ ก็ช่วยให้ตลาดรัฐช่วงปี 2550-2551 ขยายตัวขึ้นเล็กน้อย ขณะเดียวกัน ไอดีซี ก็มองว่า การแข่งขันของผู้ค้าเครื่องรายหลัก ในตลาดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คที่แข่งขันราคา การจัดโปรโมโชั่น คอนเสิร์ตและโรดโชว์ กระตุ้นให้ตลาดนี้เติบโตขึ้น ทั้งกลุ่มองค์กรและผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งจะปรับประมาณการยอดรวมอีกครั้งในอนาคต โดยคาดว่าปีนี้โน้ตบุ๊คจะอยู่ที่ 7.6 แสนเครื่อง
ส่วนตลาดเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (เดสก์ทอป) ทั้งการใช้งานองค์กรและผู้ใช้ทั่วไป จะอยู่ที่ 8.9 แสนเครื่อง และปีหน้า คาดว่าตลาดรวมจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 9.6 แสนเครื่อง ด้านปัจจัยหลักสนับสนุนตลาดไอทีไทยช่วงปี 2550-2554 ได้แก่ 1. เงินบาทซึ่งแข็งค่าต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา 2. การแข่งขันที่ปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลของสถาบันการเงิน ที่ขยายลงมาแข่งการให้สินเชื่อสินค้าไอทีที่ช่วยเร่งการตัดสินใจให้กับผู้บริโภคมากขึ้น 3. โครงการไอทีที่ใช้ในการศึกษาทั้งสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และสถาบันการศึกษาอื่นๆ
ทั้งนี้ ไอดีซี มองว่าปัจจัยด้านการเมืองที่ยังไม่ชัดเจน จะส่งผลต่อความมั่นใจทั้งภาคธุรกิจและประชาชน รวมถึงการจัดทำงบประมาณของรัฐ โดยถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างสูงกับตลาด ซึ่งหากรัฐผลักดันการเลือกตั้งในเดือนธ.ค. ก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาได้
ส่วนการใช้จ่ายด้านไอทีขององค์กรธุรกิจนั้น คาดว่ายังมีกำลังซื้อจากกลุ่มธนาคาร ประกันภัย อุตสาหกรรมการผลิต ธุรกิจนำเข้าส่งออก และมหาวิทยาลัย ที่จะขยายโครงสร้างพื้นฐาน โดยเปิดประมูลจัดซื้อเป็นระยะตลอดปี 2550 โดยเฉพาะภาคธุรกิจ กำลังซื้อเพิ่มขึ้นหลังจากมีความชัดเจน ของการลงมติเห็นชอบรัฐธรรมนูญปี 2550

